Showing posts with label health. Show all posts
Showing posts with label health. Show all posts

Monday, August 1, 2016

4 สมุนไพร ต่อไปนี้ แก้การนอนกรนได้จริง ๆ หาได้ง่ายๆ ในบ้าน

4 สมุนไพร ต่อไปนี้ แก้การนอนกรนได้จริง ๆ หาได้ง่ายๆ ในบ้าน





ปัญหาการนอนกรน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งหญิงและชาย ซึ่งการนอนกรนนั้นบ่งบอกได้ถึงอาการผิดปกติของร่างกาย ซึ่งเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจของเรานั้นแคบเกินไป ทำให้เกิดการสั่สะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น

วิธีการแก้ไขปัญหาการนอนกรนด้วยวิธีที่ง่ายโดนใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

1. ใช้น้ำมันมะกอก โดยการจิบน้ำมันมะกอกประมาณวันละ 4 – 5 หยดก่อนนอนทุกๆวัน เนื่องจากน้ำมันมะกอกนั้นมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงทำให้ไม่เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายอีกทั้งยังทำให้อาการการนอนกรนนั้นลดลงอีกด้วย

2. ใช้หอมแดง เนื่องจากหอมแดงนั้น มีสรรพคุณในเรื่องของการช่วยในการแก้หวัด คัดจมูก ลดไขมันอถุดตันบริเวณหลดเลือดและยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในลำคอ ช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการนอนกรนอีกด้วย

3. พริกขี้หนู หรือ พริกทั่วไป อีกหนึ่งตัวช่วยบรรเทาอาการนอนกรนที่อาจถูกใจคนชอบกินเผ็ดนะคะ เนื่องจากรสเผ็ดของพริกจะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง และเกิดความชุ่มชื้นในลำคอ สารแคปไซซินช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม ด้วยเหตุนี้พริกจึงมีประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ หรือคนที่มีอาการนอนกรนนั่นเองค่ะ

4. ขิง หากใช้เหง้าขิงแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ หรือ ประมาณ 5 กรัม นำมาทุบให้แตก แล้วต้มเอาน้ำดื่ม ก็จะช่วยให้มีความสดชื่น แถมยังทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานสะดวกมากขึ้น หากดื่มน้ำขิงบ่อยๆอาการนอนกรนก็จะค่อยๆบรรเทาลงอย่างแน่นอน

Credit:http://www.naarn.com/6972/

Friday, July 29, 2016

การสูบบุหรี่ทำให้แบคทีเรียในปากเสียสมดุล

นักวิจัยพบว่า การสูบบุหรี่ทำให้แบคทีเรียที่มีอยู่ราว 600 สปีชีส์ในปากเสียสมดุลไป




นักวิจัยได้วิเคราะห์ดูว่า การสูบบุหรี่มีผลกระทบต่อแบคทีเรียในช่องปากอย่างไร โดยได้ศึกษาสปีชีส์ของแบคทีเรียด้วยวิธีทางพันธุกรรม

ก่อนหน้านี้ เคยมีการค้นพบว่า แบคทีเรียในลำไส้สามารถเสียสมดุลได้หากว่าเกิดโรคบางชนิด เช่น โรคโครห์น และโรคมะเร็งลำไส้ ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ประมาณการไว้ว่า โรคมะเร็งในช่องปากนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่มากกว่า 3 ใน 4 แต่ก็ยังไม่มีใครทราบว่า แบคทีเรียในช่องปากจะเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไรเมื่อมีการสูบบุหรี่และมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากขึ้น

"การศึกษาของเรานับเป็นครั้งแรกที่ได้ค้นพบว่าการสูบบุหรี่มีผลกระทบอย่างมากต่อจุลินทรีย์ในช่องปาก" รองศาสตราจารย์ ดร.จียัง อัน นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กเผย

"เราต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกเพื่อพิสูจน์ว่า การเปลี่ยนแปลงสมดุลนี้ทำให้ร่างกายมีความสามารถต่อต้านสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งลดลงหรือไม่ หรือการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไปทำให้เกิดโรคอื่นๆ ในช่องปาก ปอด หรือลำไส้ตามมาด้วยหรือไม่" ดร.อัน อธิบาย

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กทำการรวบรวมตัวอย่างจากชายและหญิงชาวอเมริกัน 1,204 คน ที่เข้าโครงการตรวจสุขภาพของสมาคมมะเร็งอเมริกัน โดยอาสาสมัครทุกคนอายุมากกว่า 50 ปี มีผู้สูบบุหรี่ 112 คน และมี 571 คนเคยสูบแต่เลิกไปแล้ว (ในนี้ มีอยู่ราวๆ 17 เปอร์เซ็นต์ที่เลิกสูบในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา) และอีก 521 คนไม่เคยสูบ นักวิจัยทำการวิเคราะห์ยีนและใช้ขั้นตอนทางสถิติเพื่อดูว่าแบคทีเรียหลายพันตัวในปากของอาสาสมัครนั้นเป็นชนิดใดกันบ้าง

สิ่งที่นักวิจัยพบคือ แบคทีเรียในช่องปากของผู้สูบบุหรี่นั้นแตกต่างกับกลุ่มที่ไม่เคยสูบและกลุ่มที่เลิกสูบไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบด้วยว่า แบคทีเรียในช่องปากนั้นจะกลับมาสมดุลเหมือนเดิมหากว่าเลิกสูบไปแล้ว โดยมีสมดุลเหมือนกับผู้ที่ไม่ได้สูบเลย

แบคทีเรียมากกว่า 150 สปีชีส์นั้นจะเติบโตขึ้นอย่างมากในปากของผู้ที่สูบบุหรี่ และในขณะที่ส่วนที่เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีแบคทีเรีย Proteobacteria (พบราวๆ 4.6 เปอร์เซ็นต์ในปาก) ลดลงกว่าผู้ที่ไม่สูบ (พบราวๆ 11.7 เปอร์เซ็นต์ในปาก) ซึ่งก็หมายถึงว่า สารเคมีที่มาจากการสูบบุหรี่มีผลกับการเติบโตของแบคทีเรียชนิดนี้ ในขณะที่แบคทีเรีย Streptococcus ในปากผู้ที่สูบจะมีมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งแบคทีเรียชนิดหลังนี้รู้จักกันดีว่าเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ

ในขณะที่ ดร.แบรนดิลีน ปีเตอร์ นักวิจัยร่วมเผยว่า ข้อมูลที่ได้มาไม่สามารถบอกได้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วจะมีสมดุลของแบคทีเรียในช่องปากกลับมาเหมือนเดิมหลังจากเลิกสูบไปแล้ว จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป

ดร.อันชี้ว่า เป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้คือดูว่า ลักษณะทางชีวภาพของผู้ที่สูบบุหรี่นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีเป้าหมายที่จะศึกษาดูความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่างๆ ที่มาจากการสูบบุหรี่อีกด้วย


Credit:http://variety.teenee.com/

Thursday, July 28, 2016

5 วิธีที่จะทำให้ฟันของคุณกลับมาขาวได้อีกครั้ง

5 วิธีที่จะทำให้ฟันของคุณกลับมาขาวได้อีกครั้ง






หลายคนคงมีปัญญาเกี่ยวกับฟันของเรา แต่เป็นหาที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือฟันเหลืองนั้นเอง เป็นหาฟันเหลืองนั้นก็เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุแล้วแต่บุคคลว่าไปทำอะไรเช่น สูบบุรี่ การทานอาหาร กรรมพันธุ์ หรือเกิดจากการที่เราแปลงฟัน ไม่สะอาด ปัญหานี้อาจทำให้เราสูญเสียความมั่นใจได้ แต่ถ้าเราฟันขาวสวยแล้วหละก็ จะฉีกยิ้มให้ใคร กว้างแค่ไหนก็ยังมั่นใจได้

วันนี้เลยมี 5 วิธีที่จะทำให้ฟันของคุณกลับมาขาวได้อีกครั้ง ด้วยวิธีธรรมชาติ มาดูกันเลย


1. ทำให้ฟันขาวด้วยแครอท

แครอทอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยป้องกันโรคเหงือก เหงืออักเสบ และฆ่าแบคทีเรียต้นเหตุของกลิ่นปาก แครอทยังช่วยปรับสมดุลของกรด-ด่างภายในช่องปากอีกด้วย วิธีทำให้ฟันขาวด้วยแครอท: เพียงแค่กินแครอทดิบก็สามารถช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้ หรือถูฟันด้วยแครอทดิบก็ได้

2. ทำให้ฟันขาวด้วยการแปรงฟันด้วย สตอเบอรี่ +เกลือ+ เบกกิ้งโซดา

เริ่มด้วยการผสมสูตรยาสีฟัน สูตรสำหรับฟันขาว ขึ้นมา ด้วยส่วนผสม สตอเบอรี่ 2 ลูก ( บดให้ละเอียด ) ผสมเข้ากับเกลือนิดหนึ่ง และ เบกกิ้งโซดา ประมาณ ครึ่งช้อนชา ผสมส่วนผสมทั้ง 3 เข้ากัน แปรงฟันอย่างช้าๆ และ อ่อนโยน หรือ ถ้าใครถนัดจะใช้ผ้าขัดแทนการแปรงฟันก็ได้

3. ทำให้ฟันขาวด้วยเปลือกมะนาวหรือส้ม

เปลือกมะนาวหรือส้ม มีวิจัยเกี่ยวกับเปลือกมะนาวหรือส้มว่า ช่วยทำให้ฟันขาว เพราะมันมีกรดในการชำระคราบต่างๆออกจากฟันได้





4. ทำให้ฟันขาวด้วยการแปรงฟันด้วยน้ำมันมะพร้าว

หลังจากแปรงฟันตามปกติ ตบท้ายอีกรอบด้วยการแปรงฟันด้วยน้ำมันะพร้าว วิธีการก็คือ รินน้ำมันมะพร้าวในช้อน เสร็จแล้ว ก็เอาแปรงสีฟันจุ่มให้ทั่ว แปรงฟันทุกซอกทุกมุม บ้วนปากด้วยน้ำมันมะพร้าว ข้อดีอีกข้อของการบ้วนปากด้วยน้ำมันมะพร้าว คือ ลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี

5. ทำให้ฟันขาวใช้เบกกิ้งโซดาหรือผงฟู

เพียงแค่คุณนำแปรงสีฟันมาแตะกับเบกกิ้งโซดาแล้วค่อยบีบยาสีฟันตามลงไป หรือใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับยาสีฟันให้เข้ากันตามภาพ ใช้แปรงฟันตามปกติแล้วล้างออก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นได้เช่นกัน แต่การใช้เบกกิ้งโซดาเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้ฟันกร่อนได้

ส่วนวิธีการทำให้ฟันขาวที่เป็นที่นิยมก็มีอีกหลายวิธีเช่น ใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน ,แผ่นฟอกฟันขาว ,ขูดหินปูน ,การขัดฟัน ,การฟอกสีฟัน ,เลเซอร์ฟันขาว ,เจลฟอกฟันขาว เป็นต้น ยังไงก็ลองเอาไปใช้กันดูว่าจะขาวขนาดไหน


Credit:http://panqube.blogspot.com/2016/03/5_16.html

Tuesday, July 26, 2016

เคล็ดลับเด็ดสำหรับคนที่เป็นเหา!!!

เคล็ดลับเด็ดสำหรับคนที่เป็นเหา!!! “สูตรฆ่าเหายกลังไม่เหลือซาก” เพียงใช้ 2 อย่างนี้คู่กันเห็นผลมานักต่อหนัก ไร้ผลข้างเคียงเพราะสูตรธรรมชาติ ???








แน่นอนครับสมัยเด็กๆสิ่งที่เด็กผู้หญิงหนืไม่พ้นตอนที่เรียนประถม(บางที่ผู้ชายก็หนีไม่พ้นนะ)นั่นก็คือการเป็น “เหา” ใช่แล้วครับเหา เป็นเสมือนการบ่งบอกว่าคุณได้เข้าเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว(ฮ่าๆๆ…ประชด)แล้วก็จะทำให้คุณแม่ที่บ้านต้องหาวิธีจัดการกับมันให้สิ้นซากแบบถอนรากถอนโคน แล้วในที่สุดวันนี้เราก็มีอีกหนึ่งวิธี ที่ปลอดภัย ประหยัด และได้ผลดีซะด้วย เราไปดูกันเลยว่าต้องเตรียมอะไรบ้างและทำอย่างไร

นี่คือสิ่งที่คุณต้องเตรียม

น้ำยาบ้วนปาก
หวีสางเหา
น้ำส้มสายชู
ผ้าขนหนูสองผืน
หมวกคลุมอาบน้ำหรือถุงพลาสติก

ขั้นแรกให้ล้างผมของเด็กด้วยน้ำยาบ้วนปากจนเปียกทั่วศรีษะ ห่อผมด้วยถุงพลาสติกหรือหมวกอาบน้ำ ปล่อยทิ้งน้ำยาบ้วนปากอย่างน้อย1 ชั่วโมงอย่างระมัดระวัง สระผมของเด็กด้วยน้ำส้มสายชูและคลุมผมอีกครั้งด้วยหมวกอาบน้ำต่ออีกชั่วโมง


จากนั้นถอดหมวกออกและล้างผมของเด็กด้วยแชมพูปกติ สุดท้ายใช้หวีสางนำเหาออกไป
เคล็ดลับคือในกลิ่นของน้ำยาบ้วนปากมีฤทธิ์ซึ่งจะทำให้เหาหลุดออกไป เพราะพวกมันไม่สามารถทนกลิ่นของเปปเปอร์มินต์ คุณยังสามารถเทน้ำยาบ้วนปากผสมในขวด สเปรย์เล็กน้อยและฉีดสเปรย์ลงบนผมของเด็กก่อนไปโรงเรียนเพื่อป้องกันไว้ก่อน

นี้เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแชมพูกำจัดเหาที่มีขายอยู่ทั่วไป เพราะผลิตภัฑณ์เหล่านั้นมักจะเต็มไปด้วยสารพิษ ซึ่งสามารถทำลายหนังศีรษะของลูกหลานของท่าน

ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติแทนการใช้แชมพูกำจัดเหาจากร้านค้า

วิธีรักษาธรรมชาตินี้ปราศจากผลข้างเคียงใด ๆ

– มันจะให้ผลในระยะยาว (หลังการรักษานี้ เหาจะไม่กลับมามีอีก)
– ราคาไม่แพง
– เพียงน้ำสองชนิดนี้จะช่วยกำจัดเหาให้หลุดออกไป
– ส่วนผสมนี้จะไม่ก่ออันตรายต่อเด็ก
– มันจะทำให้ผมเงางามและหอมสดชื่น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับคุณแม่ที่เข้ามาอ่านแล้ว ง่ายมั้ยละ แถมประหยัดอีกด้วยนะ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องกลัวกับเจ้าเห่าตัวร้ายอีกแล้วจ้า

Credit:http://www.thaihiggs.com/245

จริงหรือไม่? “คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?

ทุกคนน่าจะรู้จัก “คอตตอนบัด” กันดีอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะทำมาใช้เช็ดหูกันอยู่เป็นประจำ ยังทำมาทำความสะอาดพื้นที่เล็กๆ แคบๆ ได้อีกมากมาย เช่น ทำความสะอาดแผล ทำความสะอาดสะดือ หรือแม้กระทั่งเช็ดอายไลเนอร์ระหว่างที่คุณผู้หญิงล้างหน้า หรือกำลังแต่งหน้า แต่ที่จริงแล้ว คอตตอนบัด ห้ามนำมาเช็ดหูจริงหรือไม่ Sanook! Health เรามีคำตอบค่ะ



“คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?

นพ. ภาสกร วันชัยจิรบุญ อายุรแพทย์ กล่าวว่า ปกติแล้ว ทางการแพทย์ “ไม่แนะนำ” ให้ใส่คอตตอนบัท หรือสิ่งใดๆ เข้าไปในรูหู เพราะว่าขี้หู หรือ earwax เป็นเรื่องธรรมชาติที่หูจะผลิตออกมา เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ดังนั้นวิธีการทำความสะอาดหู เพียงแค่ใช้คอตตอนบัด หรือสำลีอื่นๆ เช็ดบริเวณรอบนอกรูหู หรือปากรูหู เพื่อทำความสะอาดในกรณีที่หูสกปรก หรือขี้หูไหลออกมานอกรูหูเท่านั้น

เพราะหากใช้คอตตอนบัดเข้าไปปั่นในหู อาจจะแคะหูจนเพลิน แรงเกินจนอาจเป็นแผลได้



เว็บไซต์ independent ของประเทศอังกฤษกล่าวว่า Q-Tip หรือคอตตอนบัดที่ผลิตอยู่ในประเทศอังกฤษ มีคำเตือนอยู่ข้างผลิตภัณฑ์เสมอ ว่าห้ามใช้ทำความสะอาดข้างในรูหู แต่คนส่วนมากมักไม่ใส่ใจ และใช้ทำความสะอาดข้างในรูหูกันเรื่อยมา นอกจากนี้ Dennis Fitzgerald แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรค คอ หู จมูก ยังยืนยันอีกว่า พบผู้ป่วยที่มีปัญหากับหู จากการใช้คอตตอนบัดในรูหูอยู่ตลอดเวลา และได้แนะนำให้หยุดใช้ทุกครั้ง



วิธีทำความสะอาดหูที่ถูกต้อง

1. ห้ามแคะ ปั่นหูด้วยคอตตอนบัด หรือนำคอตตอนบัดไปชุบแอลกอฮอล์ น้ำเกลือ หรือของเหลวอื่นๆ แล้วนำมาแคะหูเด็ดขาด เพราะจำให้รูหูแห้งเกินไป และหากของเหลวนั้นไหลลงข้างในชั้นหู อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง อักเสบ จนอาจเป็นโรคหูน้ำหนวกได้

2. ใช้คอตตอนบัด ทำความสะอาดเพียงบริเวณใบหู และบริเวณปากรูหูเท่านั้น หากน้ำเข้าหูทุกครั้งเมื่ออาบน้ำสระผม ให้ใช้สำลีอุดหูก่อนสระผม

3. หากรู้สึกว่าน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง เขย่าหัวเบาๆ หรือกระโดดเบาๆ ให้น้ำออกมาจากหูเอง หลีกเลี่ยงการใช้คอตตอนบัดเช็ดเข้าไปในรูหู

4. หากรู้สึกหูอื้อ น้ำเข้าหูนานกว่าปกติ รู้สึกว่ามีอะไรเข้าไปในหู หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ อย่าพยายามเช็ด หรือแคะข้างในหูเอง



หู เป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อน เป็นประสาทสัมผัสที่สำคัญไม่น้อยไปว่าการมองเห็น การได้กลิ่น รับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้นควรรักษาเอาไว้ให้ดีๆ ไม่ฟังเพลงดังจนเกินไป ทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง เท่านี้เราก็มีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหูไปได้เยอะแล้วล่ะค่ะ



ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก independent.co.uk
ภาพประกอบจาก istockphoto

Credit:HEALTH NEWS TODAY

Monday, July 18, 2016

สูตร วิธีทำยาแก้ไอสมุนไพรจากมะกรูด ปลอดภัย เพราะเป็นสมุนไพรจากธรรมชาติ

สูตร วิธีทำยาแก้ไอสมุนไพรจากมะกรูด ปลอดภัย เพราะเป็นสมุนไพรจากธรรมชาติ







มะกรูดเป็นพืชสมุนไพรโบราณที่มีคุณประโยชน์ทางยามากมาย โดยสามารถนำส่วนต่าง ๆ มาใช้รักษาอาการต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย
วันนี้เราขอนำเสนอวิธีทำยาแก้ไอจากมะกรูด ยาแก้ไอสมุนไพรไทยๆ ทำง่าย ใช้ได้ผลดี
สิ่งที่ต้องเตรียม

– มะกรูดสดที่แก่จัด เลือกที่ผิวเขียวสด ไม่เหลือง เพราะว่าจะมีน้ำเยอะ
– น้ำตาลทรายแดง
– ขวดโหล

วิธีทำ
นำมะกรูดมาล้างและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาเมล็ดออก ใส่มะกรูดลงในขวดแก้วที่เตรียมไว้ ให้เหลือพื้นที่ด้านบนเล็กน้อย



ใส่น้ำตาลทรายแดงกลบไว้ด้านบน ในอัตราส่วน มะกรูด 3 ส่วน ต่อ น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน ไม่ต้องเติมน้ำนะคะ เพราะว่าน้ำตาลจะค่อยๆ ดึงวิตามินและสารสำคัญอันเป็นประโยชน์ทั้งหลายออกมาจากมะกรูดเองค่ะ



ปิดฝาขวดโหล และทิ้งไว้หนึ่งเดือนค่ะ


เมื่อครบหนึ่งเดือนเราจะได้น้ำหมักจากมะกรูดเป็นยาจิบแก้ไอคุณภาพดีมาก ปลอดสารอันตรายใดๆ เก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายเดือนเลยค่ะ ที่นี้เราก็ไม่ต้องซื้อยาแก้ไอที่มีสารต่างๆ ซึ่งอาจมีผลตกค้างต่อร่างกายเรามาใช้กันแล้วค่ะ

ส่วนเนื้อมะกรูดที่เหลือ เติมน้ำตาลทรายแดงหมักต่อในอัตราส่วนเท่าเดิม หมักไว้อีกหนึ่งเดือนแล้วก็จะได้น้ำหมักมะกรูด สำหรับแก้ไอ อีกเป็นชุดที่สอง จากนั้น เทน้ำมะกรูดนี้ออกมาใส่ขวดสะอาดเก็บไว้ได้เหมือนเดิมค่ะ



 ส่วนกากที่เหลือก็สามารถเติมน้ำตาลทรายแดงอีกครั้ง ในอัตราเดิมหมักต่ออีกหนึ่งเดือนก็จะได้น้ำหมักมะกรูดอีกเหมือนเช่นเดิมค่ะ สามารถหมักได้สามรอบนะคะ


เมื่อมาถึงรอบสุดท้ายที่เราได้นำน้ำมะกรูดออกแล้ว ให้เติมน้ำตาลทรายแดง กับน้ำผึ้งในอัตราส่วน น้ำตาลสองส่วน น้ำผึ้งหนึ่งส่วน แล้วทิ้งไว้อีกหนึ่งอาทิตย์ แล้วนำออกมาใส่ถุงพลาสติกสะอาดๆ ที่หนาๆ หน่อย แล้วกลิ้งบดทับด้วยขวดแก้วกลมๆ จนเนื้อเนียบละเอียด แล้วตักเก็บใส่ขวดโหลแก้วเล็กๆ ไว้ สามารถน้ำมาชงเป็นชาน้ำผึ้งมะกรูด ที่หอมกรุ่นมีประโยชน์ได้อีกด้วยค่ะ

Credit:http://www.naarn.com/6235/

ไม่น่าเชื่อ ! เธอคนนี้ ได้ดื่มน้ำแครอท ติดต่อกัน 8 เดือน ทุก ๆ เช้า ผลที่ออกมาน่าทึ่งมาก ๆ

ไม่น่าเชื่อ ! เธอคนนี้ ได้ดื่มน้ำแครอท ติดต่อกัน 8 เดือน ทุก ๆ เช้า ผลที่ออกมาน่าทึ่งมาก ๆ


เธอคนนี้ดื่มน้ำแครอททุกเช้าติดต่อกัน 8 เดือน มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไร
แอน คาเมรอน (Ann Cameron) เธอเป็นนักเขียนหนังสือเด็ก ที่กลายเป็นคนมีชื่อเสียงมากขึ้น หลังจากที่เธอได้ตรวจพบว่าเธอนั้นเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เธอเป็นมะเร็งในระยะที่สามแล้ว กว่าที่เธอนั้นจะได้เข้ารับการรักษาตัว\
เธอทราบดีเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโรคนี้ นับตั้งแต่ที่สามีของเธอเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด แม้ว่าเขาจะได้เข้ารับการทำเคมีบำบัดแล้วก็ตาม เพราะว่าแอนรู้ดีถึงปัญหานั้น ทำให้เธอตัดสินใจทำการรักษาเคมีบำบัดในแบบฉบับของตัวเธอเอง โดยเธอตัดสินใจปฎิเสธในการทำการรักษาแบบดั้งเดิม
แอนจัดการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ของเธอด้วยวิธีทางเลือก และเธอได้บอกเล่าประสบการณ์ลงบนบล็อกส่วนตัว เพื่อแชร์ให้ผู้คนได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องราวการเป็นมะเร็งของเธอเอง หลังจาก 6 เดือนที่ได้เข้ารับการผ่าตัด คุณหมอของแอนบอกกับเธอว่า มะเร็งในตอนนี้เข้าสู่ระยะที่สี่ และมันได้แพร่กระจายไปยังปอดของเธอแล้ว
ณ จุดนี้ แอนตัดสินใจค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาวิธีการรักษาทางเลือกอื่นๆ แล้วเธอก็ประหลาดใจมากเมื่อเธอนั้นได้มาอ่านเรื่องราวของราล์ฟ โคล (Ralph Cole) ผู้ซึ่งหายจากโรคมะเร็งผิวหนังด้วยการดื่มน้ำแครอท เขาได้ทำน้ำผลไม้กว่า 2.5 กิโลกรัมจากแครอทในทุกๆ วัน เพื่อไว้สำหรับดื่ม จากนั้นมาแอนจึงเริ่มต้นดื่มน้ำแครอทในทุกๆ วัน โดยเธอจะดื่มในปริมาณที่เท่ากันตลอดทั้งวัน
น่าประหลาดใจมาก หลังจากนั้นอีก 2 เดือน โรคมะเร็งของแอนได้หยุดการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายเธอ เนื้องอกในปอดของเธอมีอาการหดตัว และอาการบวมในต่อมน้ำเหลืองที่ปอดของเธอนั้นได้ลดขนาดลงไป อีกเพียง 2 เดือนต่อมา แอนก็กลับมากลายเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ ขนาดของเนื้องอกก็มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อครบ 8 เดือน นับตั้งแต่ที่แอนได้เริ่มต้นทำการดื่มน้ำแครอท
คอมพิวเตอร์เอกซเรย์ไม่พบสัญญาณใดๆ ของโรคมะเร็งในร่างกายของแอนอีกต่อไป เห็นได้ชัดว่า แครอทนั้นมีปริมาณที่สูงของแอลกอฮอลไขมันและแคโรทีน แคโรทีนช่วยป้องกันการก่อตัวของเนื้องอก ดังนั้นการดื่มน้ำแครอทจึงมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ แอนได้ทำการตีพิมพ์หนังสือ วิธีการที่เธอเอาชนะโรคมะเร็งด้วยการดื่มน้ำแครอท โดยหนังสือเล่มนี้นั้นได้ออกวางจำหน่ายให้ซื้อกันได้แล้วทางอินเตอร์เน็ตในเวลานี้

** บทความนี้ได้แปลจากเว็บต่างประเทศ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาหนึ่ง การรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ยังต้องได้รับการปรึกษา และคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย

Credit: http://upkhaodee.blogspot.com/2016/07/8.html

Sunday, July 17, 2016

ใครเป็าฝ้า มาทางนี้!! แจกสูตรโลชั่นผักรักษาฝ้า ทำเองได้ง่ายๆ!

ใครเป็าฝ้า มาทางนี้!! แจกสูตรโลชั่นผักรักษาฝ้า ทำเองได้ง่ายๆ!


ฝ้า กระ และจุดด่างดำบริเวณใบหน้าถือได้ว่าเป็นปัญหาที่กวนใจสาวๆส่วนใหญ่ สาเหตุนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกันเช่นแสงแดด ความร้อน ระดับฮอร์โมนในร่างกายและพันธุกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในวัยกลางคนอายุ 30-40 ปี และร้อยละ 90 นั้นเป็นผู้หญิง


ฝ้าจะมีลักษณะแตกต่างจากกระก็คือ ฝ้าจะมีการกระจายตัวในวงกว้างกว่า และส่วนใหญ่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีผิวที่ผิดปกติขึ้นเช่น หญิงช่วงตั้งครรภ์ โดยฝ้าแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ ฝ้าแบบตื้นและฝ้าแบบลึก


1. ฝ้าแบบตื้น

เกิดขึ้นในผิวหนังชั้นนอกหรือชั้นหนังกำพร้า จะมีลักษณะเป็นขอบสีน้ำตาล สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายและรักษาได้เร็วจากการทายารักษาฝ้าและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

2. ฝ้าแบบลึก

เกิดขึ้นในชั้นหนังแท้และมีลักษณะเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ยาทาฝ้าและครีมกันแดดสามารถช่วยไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้นได้

แต่วันนี้คุณอาจไม่ต้องพึ่งยาและคอร์สรักษาฝ้าอีกต่อไป เพียงแค่ทำโลชั่นรักษาฝ้าตามสูตรนี้!

สิ่งที่คุณต้องเตรียมนั้นมีแค่ 4 อย่างเท่านั้นคือ เปลือกแตงกวา, เปลือกหัวไชเท้า, เปลือกมะเขือเทศและสารส้ม โดยทำตามขั้นตอนง่ายๆดังนี้

1. นำเปลือกแตงกวา, เปลือกหัวไชเท้า, เปลือกมะเขือเทศอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
2. สารส้มขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด
3. ผสมส่วนผสมจากข้อ 1 และ 2 เข้าด้วยกันและบดให้ละเอียด คั้นเฉพาะน้ำออกมาเท่านั้น
4. ทาทิ้งไว้บริเวณที่มีฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
5. ควรทำช่วงตอนเย็นเนื่องจากห้ามออกแดดหรือทาครีมใดๆภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากที่ทาโลชั่น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaijobsgov.com/jobs=52473
Advertisements
Credit: http://www.share-si.com/2016/07/blog-post_0.html

Labels