Showing posts with label News. Show all posts
Showing posts with label News. Show all posts

Friday, August 12, 2016

ถั่งเช่า สรรพคุณสุดอัศจรรย์ แก้นกเขาไม่ขัน ขุมพลังแห่งการต้านมะเร็ง

ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งเช่า สมุนไพรจีนสรรพคุณล้ำค่า ทั้งบำรุงสุขภาพ แถมรักษาอาการเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี ของดี ๆ ที่คู่ควรกับสุขภาพ





          เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้การรักษาแบบแพทย์แผนจีนยังคงได้รับความนิยม ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของสมุนไพร ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดที่ถูกนำมาใช้ก็อุดมไปด้วยคุณค่าและประโยชน์เพื่อสุขภาพ และหนึ่งในสมุนไพรที่ถูกขนานนามว่าเป็นสุดยอดสมุนไพรจีนก็ต้องยกให้กับ ถั่งเช่า สมุนไพรราคาสูงที่มีรูปร่างหน้าตาแปลก แต่กลับเต็มไปด้วยฤทธิ์ในการรักษาโรคโดยเฉพาะรักษาอาการเสริมสมรรถภาพทางเพศ ฉะนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดนี้กันให้มากขึ้นกันเลยดีกว่า


ถั่งเช่า สรรพคุณสุดอัศจรรย์ แก้นกเขาไม่ขัน ขุมพลังแห่งการต้านมะเร็ง
3,087อ่าน

234
ถั่งเช่า สรรพคุณสุดอัศจรรย์

          ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งเช่า สมุนไพรจีนสรรพคุณล้ำค่า ทั้งบำรุงสุขภาพ แถมรักษาอาการเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี ของดี ๆ ที่คู่ควรกับสุขภาพ

          เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้การรักษาแบบแพทย์แผนจีนยังคงได้รับความนิยม ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของสมุนไพร ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดที่ถูกนำมาใช้ก็อุดมไปด้วยคุณค่าและประโยชน์เพื่อสุขภาพ และหนึ่งในสมุนไพรที่ถูกขนานนามว่าเป็นสุดยอดสมุนไพรจีนก็ต้องยกให้กับ ถั่งเช่า สมุนไพรราคาสูงที่มีรูปร่างหน้าตาแปลก แต่กลับเต็มไปด้วยฤทธิ์ในการรักษาโรคโดยเฉพาะรักษาอาการเสริมสมรรถภาพทางเพศ ฉะนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดนี้กันให้มากขึ้นกันเลยดีกว่า

ถั่งเช่า สรรพคุณสุดอัศจรรย์

 ถั่งเช่า คืออะไร

          ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งเช่า คือ พืชตระกูลเห็ดราในสกุล Ophiocordyceps มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordyceps sinensis มีชื่อเรียกทั่วไปอีกว่าหญ้าหนอน เกิดจากการที่ตัวหนอนอ่อนของตัวด้วงจำพวกผีเสื้อ หนอน มอด ตั๊กแตน หรือด้วงค้างคาวซึ่งมีเชื้อ มุดเข้าไปอยู่ใต้ดินในช่วงฤดูหนาว และค่อย ๆ กลายสภาพเป็นเชื้อราที่มีชื่อว่า Sclerotea และเมื่อถึงฤดูร้อนเส้นใยในตัวหนอนที่ตายแล้วก็จะสร้างดอกออกมาปกคลุมตัวหนอนจนมีรูปร่างคล้ายกระบอง จากนั้นก็จะเจริญเติบโตขึ้นมีลักษณะกลายต้นหญ้า โดยถั่งเช่า ประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ ตัวหนอน และเห็ดที่เจริญเติบโตขึ้นบริเวณส่วนหัวของหนอน มีชื่อว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. รสชาติของถั่งเช่าออกขม และอมหวานเล็กน้อย สามารถกินได้ทั้งแบบสด ๆ หรือนำไปต้มเพื่อรับประทานก็ได้ ทั้งนี้ ถั่งเช่าที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย ได้แก่ ถั่งเช่า และถั่งเช่าสีทอง ซึ่งเป็นเห็ดในสกุลเดียวกัน และมีสรรพคุณใกล้เคียงกัน

          ถั่งเช่าได้รับการขนานนามว่า "ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย" เนื่องจากมีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องการเสริมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรที่อยู่ในแถบที่ราบสูงทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสูงจากน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตรขึ้นไป นอกจากนี้ก็ยังสามารถพบได้ในบริเวณภาคใต้ของมณฑลชิงไห่ เขตซางโตวในทิเบต มณฑลกานซู ภูฏาน เนปาล และยังมีการเพาะเห็ดชนิดนี้ในมณฑลเสฉวน ยูนนาน และกุ้ยโจว ถั่งเช่า ถือเป็นสมุนไพรจีนที่หายากและราคาแพง แต่มีสรรพคุณมากมาย ทำให้เจ้าสมุนไพรชนิดนี้ยังคงความนิยมสูงนั่นเอง

 ถั่งเช่า สรรพคุณเด่น ๆ ที่อยากให้รู้

          ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโพลีแซคคาไรด์ (galactomannan) นิวคลีโอไทด์ (adenosine) กรดคอร์ไดเซปิก (Cordycepic Acid) ซึ่งเป็นสารที่มีเฉพาะในถั่งเช่า อีกทั้งยังมีกรดอะมิโน และเออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสารอาหารที่สำคัญ อาทิ โปรตีน วิตามิน E วิตามิน K วิตามิน B1 วิตามิน B2 วิตามิน B12 โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี และซิลิเนียม จึงทำให้ถั่งเช่ากลายเป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในการบำรุงสุขภาพและรักษาอาการบางชนิด โดยที่โดดเด่นที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการเสริมสมรรถภาพทางเพศ เราไปดูกันดีกว่าว่าสรรพคุณของถั่งเช่าจะมีอะไรบ้างค่ะ

1. ช่วยปรับการทำงานของหัวใจ

          ในเรื่องของหัวใจ ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน และเพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้ เหมาะสำหรับบำรุงผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

2. เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

          ในเรื่องของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่าก็ทำได้ดีไม่ใช่น้อย เพราะถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันมากขึ้น กระตุ้นการสร้างแอนติบอดีในร่างกาย เพื่อเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ใช้เพื่อกำจัดเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ตายแล้ว แต่ก็ต้องใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะการใช้มากเกินไปสารในถั่งเช่าอาจไปกดการทำงานบางอย่างของระบบภูมิคุ้มกันได้

ถั่งเช่า สรรพคุณสุดอัศจรรย์

3. ต้านมะเร็ง

          นอกจากเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยเจ้าสารคอร์ไดเซปิน (Cordycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความสำคัญในการต่อต้านการเกิดมะเร็ง ป้องกันการเกิดและการแพร่กระจายของเนื้อร้าย รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกด้วย

4. ลดไขมันในเลือด

          อีกสรรพคุณหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คงจะเป็นการควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่น ๆ อย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ก็ยังเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้

5. ฟื้นฟูการทำงานของไต

          สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และทำให้สุขภาพไตดีขึ้น อีกทั้งยังลดความเสียหายของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้ค่ะ

6. เสริมสร้างการทำงานของตับ

          สารพิษเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตับถูกทำลาย การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ และป้องกันการเกิดพังพืดในตับ ขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วย

7. บำรุงโลหิต

          นอกจากจะบำรุงตับ ไต รวมทั้งหัวใจแล้ว สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย

8. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

          สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่า การรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95% ซึ่งมากกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันที่ควบคุมได้เพียงแค่ 54%

ถั่งเช่า สรรพคุณสุดอัศจรรย์

 ถั่งเช่า รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้จริงหรือ ?

          เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยรู้จักถั่งเช่าเพราะสรรพคุณที่ช่วยในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่าถั่งเช่าช่วยได้แน่นอน เพราะถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการศึกษาในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในอสุจิเพิ่มขึ้น 33% อีกทั้งยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29%

          และเมื่อศึกษาเพิ่มเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ 66-86% อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการปกป้องและเสริมสร้างการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ 300% แต่ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวังในการใช้สักหน่อย โดยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนนำมาใช้รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้ค่ะ

 ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

          เดี๋ยวนี้หาทานถั่งเช่าได้ง่ายขึ้น เพราะมีการผลิตถั่งเช่าสกัดแบบแคปซูลออกมา แต่แม้ว่าถั่งเช่าจะมีสรรพคุณในการดูแลสุขภาพและบรรเทาอาการเจ็บป่วย ก็ยังมีสิ่งที่ควรระมัดระวังในการรับประทานถั่งเช่าอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน การรับประทานถั่งเช่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าหากใช้ควบคู่ไปกับยาลดน้ำตาลอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้เช่นกัน ผู้ที่ใช้ยากลุ่มป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันก็ไม่ควรรับประทาน เพราะถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน หากใช้แล้วอาจจะเกิดอันตรายได้

          ได้รู้จักถั่งเช่ากันมากขึ้นแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็อยากจะนำมาใช้บำรุงสุขภาพ แต่ก็อย่าลืมนะคะว่าสมุนไพรชนิดนี้มีราคาแพงมาก และอาจจะส่งผลข้างเคียงได้กับคนบางกลุ่ม ฉะนั้นถ้าอยากให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดีกว่านะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
chineseherbshealing.com

Credit:http://health.kapook.com/view11023.html

Tuesday, August 9, 2016

เกือบสาย !!! พัดลมเสีย ไม่หมุน หมุนช้า ซ่อมเองง่ายๆ ใช้เงินเพียงแค่ 20 บาท (มีคลิป)

อาการพัดลมไม่หมุน พัดลมหมุนช้าเราสามารถซ่อมได้ง่าย ๆ ครับ ไม่ต้องยกไปร้านสามารถทำได้เองทั้งผู้หญิงและชาย เพราะอาการ พัดลมไม่หมุนฝืด มีสาเหตุไม่มากครับงั้นเรามาดูกันครับว่าการซ่อม พัดลมตั้งโต๊ะไม่หมุน เนี่ยมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง




อาการเสียพัดลมไม่หมุนเกิดจากตัว Capacitor ที่ทำงานร่วมกับ Motor ของพัดลมเสียครับ Capacitor หรือที่บางคนเรียกว่า ตัว C หรือบางคนเรียกตัว CAP ครับ ไม่ผิดแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว อาการพัดลมหมุนช้า ไม่หมุนนั้น โดยมากเกิดได้จาก 2 สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ Motor เสีย และตัว Capacitor ค่ามันเสื่อมหรือเสียนั่นแหละครับ ซึ่งโอกาสที่จะเป็นไปได้มากที่สุดก็เป็นเจ้าตัว Capacitor นี่แหละครับ ส่วนอาการอื่นๆ ที่อาจจะเกิดตัว Capacitor เสียได้อีกก็คือ พัดลมไม่หมุน หรือ ต้องหมุนด้วยมือก่อนถึงจะทำงาน หรือ ทำงานไปซักพักก็ค่อยๆ หยุด จับตัว Capacitor เปลี่ยนได้เลยเช่นกันครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะตรวจเช็คดูก่อนนะครับว่าแกนหมุนไม่ได้ฝืดมาก อันนั้นเกิดจากไม่ค่อยได้ถอดมาล้างทำความสะอาด เป่า ปัด ฝุ่นบริเวณมอเตอร์เลย ซึ่งควรทำเป็นประจำครับ 2-3 เดือนซักครั้งนึงหากเราใช้งานทุกวันแต่ผมใช้ยาวครับได้ถอดมาทำความสะอาดเลย คริคริ..




เครื่องมือที่ใช้ซ่อมพัดลมไม่หมุนก็มีดังนี้ครับ
1. ไขควงแฉก
2. คีมตัดหรือ Cutter ก็ได้
3. หัวแร้ง
4. ตะกั่วบัดกลี
5. ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตัว Capacitor
6. ส่วน Meter วัดไฟจะมีหรือไม่มีก็ได้ครับ ไม่ค่อยจำเป็นผมเอามาเช็คเพื่อให้เห็นว่าตัวที่เสียเกิดจากตัว Capacitor ครับ





นี่ครับตัว Capacitor ราคา 20 บาทเอง ซื้อได้ที่ร้านอมรครับ หากใครมีโอกาสไปเดินบ้านหม้อก็อาจจะหาได้ในราคา 10-15 บาท หรือร้านที่ขายอะหลั่ยเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วแต่สะดวกครับ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใช้ค่าแบบไหนสำหรับตัวที่เราจะซ่อม ก็ต้องถอดร์อพัดลมมาดูก่อนครับ ซึ่งโดยทั่วๆ ไป (เกือบทุกยี่ห้อทุกรุ่น) ก็จะใช้ค่า 1.5uF(Micro Farad) 400V ครับ แต่เพื่อชัวร์ก็ควรจะถอดรื้อดูก่อนครับ หรือเอาตัวอย่างไปถามที่ร้านขายได้เลย บอกคนขายว่า Capacitor พัดลมครับ





ขั้นตอนแรกก็ถอด ๆๆ ก่อนเลยครับ ก่อนที่จะถอดอย่าลืมดึงปลั๊กก่อนนะครับ เกือบ ทุกยี่ห้อของพัดลมเจ้าตัว Capacitor จะอยู่ติดกับ Motor ครับแต่บางรุ่นจะอยู่ที่ปุ่มกด speed ครับ เพราะหากลากสายยาวไป สายที่เพิ่มขึ้นก็อาจจะทำให้ค่า Capacitor เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เพราะฉะนั้นบริษัทผู้ผลิตก็จะเอาไว้ติดกับ Motor ครับ โดยจะมีน๊อต 2 ตัว ต้องถอดน๊อตตัวบนก่อน จากนั้นก็ถอดตัวที่ท้ายครับ


หลังจากนั้นก็จะได้หน้าตาแบบนี้ครับ ตัว Capacitor ก็คือที่ลูกศรชี้ไว้นั่นแหละครับ ขันน๊อตตัดสายออกมาได้เลย ไม่มีขั้วครับ ตอนต่อกลับต่อยังไงก็ได้ เอามาตรวจวัดให้ดูครับ ค่าที่ได้ของตัวนี้คือ 0.444 uF ซึ่งค่าปกติจะเป็น 1.5 uF เสียแน่นอน ซึ่งถ้าค่าน้อยกว่านี้อาจจะทำให้พัดลมไม่หมุนเลยก็ได้ ค่าที่โชว์ในรูปคือ 444.2 nF (Nano Farad) ซึ่งก็เท่ากับ 0.4442 uF (Micro Farad) ซึ่งก็คล้ายๆ กับ 1000 มิลลิกรัม เท่ากับ 1 ครับ 1000 เท่ากับ 1 กิโลกรัม นั่นแหละครับ ซึ่งจริงๆ ค่าพวกนี้มันแบ่งย่อยได้ลงไปอีก มิลลิ —> ไมโคร —> นาโน —> พิโก้ ใครเรียนมาทางสายวิทย์อาจจะคุ้นเคยAdvertisement


จากนั้นก็ปอกสายไฟตรงปลายเพื่อพัดกลีครับ ต้องระมัดระวังไม่ไปทำให้ส่วนอื่นๆ ของพัดลมเสียหายนะครับ เพราะขดลวด motor จะเล็กมากๆ ขายเอาได้ง่าย จริงๆ ขั้นตอนนี้ใครไม่มี หัวแร้ง ตะกั่ว ก็สามารถใช้วิธีการพันสายไฟได้ครับ เพียงแต่ต้องพันเข้ากันให้แน่นหนาที่สุด และหลังจากนั้นต้องพันด้วยเทปพันสายไฟอีกครั้ง อันนี้จำเป็นมากๆ นะครับไม่งั้นไฟช๊อตเอาได้
เสร็จแล้วก็จัดเก็บตำแหน่งครับ ขัดน๊อตยึดตัว Capacitor หรือหากตัวใหม่ที่ซื้อมาไม่มีขาสำหรับยึดน๊อต เหมือนที่ผมซื้อมาก็ใช้กาวสองหน้าได้ครับ จากนั้นก็ใส่ฝาครอบคืนตำแหน่ง ใส่ขาที่สำหรับดึงให้พัดลมส่าย คืนตำแหน่งครับ
เพิ่มเติมน้ะครับพอดีไปเจอ Video สอนซ่อมพัดลมหมุนช้ามาครับเลยเอามาฝากครับ


เห็นไหมครับว่าการซ่อมพัดลมอาการพัดลมหมุนช้าหรือพัดลมไม่หมุนนั้นเราเองสามารถซ่อมได้เพี่ยงแค่ 20 บาทเท่านั้น หากเราเอาพัดลมไปซ่อมที่ร้านรับรองต้องมี 200-300 บาทแน่นอนครับ และอีกอย่างเราเองก็ภูมิใจที่ได้ทำอะไรด้วยตัวเองโดยเริ่มจากการซ่อมพัดลมไม่หมุนนี่แหละครับ

Credit:http://feedclip.blogspot.com/2016/06/20.html

ความยาวของนิ้วมือสามารถบอกลักษณะนิสัยของคุณได้

ความยาวของนิ้วมือสามารถบอกลักษณะนิสัยของคุณได้



เพียงแค่ระดับความสูงของนิ้วมือคุณก็สามารถบอกลักษณะนิสัยของตัวเองได้  ทุกคนมีความยาวของนิ้วมือที่แตกต่างกันแน่นอน มนอาจจะไม่ตรง 100% แต่ก็ลองมาดูกันว่าคุณเป็นคนประเภทไหน



แบบ A นิ้วนางสูงกว่านิ้วชี้เล็กน้อย

ผู้ที่มีนิ้วมือประเภทนี้ มักเป็นคนที่มีเสน่ห์ ดูน่าสนใจต่อคนรอบข้าง พูดคุยด้วยง่าย โดยส่วนใหญ่แล้วจะชอบตัดสินใจเรื่องใดๆแบบเด็ดขาด มีแนวโน้มว่าจะรับมือได้ดีเมื่อเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด  ในเรื่องของความรู้สึกนึกคือ คุณเป็นคนที่ขี้สงสารคน มักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น




แบบ B นิ้วชี้สูงกว่านิ้วนางเล็กน้อย

ผู้ที่มีนิ้วมือประเภทนี้ มักเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ชอบเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อย (เรียกว่าเล็กๆไม่ใหญ่ๆเอา) แต่มักลังเลใจที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เช่น เริ่มธุรกิจใหม่ หรือเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่





แบบ C  ทั้งนิ้วชิ้และนิ้วนางมีความยาวเท่ากัน

ผู้ที่มีนิ้วมือประเภทนี้ มักเป็นคนที่รักสงบ ไม่อยากมีเรื่องกับใคร ไม่ชอบการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ขัดแย้ง แต่ถ้าหากมีใครมาขอให้ช่วยก็มักจะช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้คุณยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับเพื่อนคุณ มักทุ่มเทให้กับงานของเพื่อนโดยไม่ได้ดูงานของตัวเองเลย ในเรื่องของอารมณ์คุณมักจะไม่มีความอนทนต่อข้อโต้แย้งที่คุณไม่เห็นด้วย จนเกือบรามเป็นเรื่องราวใหญ่ดต แต่อย่างที่กล่าวไป คุณไม่ชอบมีเรื่องกับใคร ดังนั้นคุณจึงให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายที่ถูกไปทั้งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : Brightside.me

Credit:http://variety.teenee.com/

Friday, July 29, 2016

คลิปนาทีระทึก!! เมเจอร์ ปิ่นเกล้า พังถล่ม !!

จากกรณีเมื่อเวลา 11.30 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กทม. เบื้องต้น คาดว่ามีต้นเพลิงมาจากบริเวณโรงภาพยนตร์ชั้น 4





ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 ก.ค.) เมื่อเวลา 12.30 น. ผนังอาคารด้านนอกของห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า พังถล่มลงมา หลังจากเกิดเพลิงไหม้ และตัวอาคารเริ่มร้าว

ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมเตือนผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่าเข้าไปใกล้ สำหรับสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกิดจากความประมาทหรือเหตุสุดวิสัย คงต้องรอผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แต่คาดว่าต้นเพลิงน่าจะมาจากโรงภาพยนตร์ที่ 7

นอกจากนี้ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบโครงสร้างอาคารว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

โดยทางเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ได้ออกประกาศถึงลูกค้าที่ได้รับผลกระทบว่า ใครที่จะเดินทางมาชมภาพยนตร์ในวันนี้ ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ปิ่นเกล้า ขอให้ไปชมที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า แทน

ขอขอบคุณภาพและคลิปจาก ทวิตเตอร์ @amarin_bkk



ที่มาภาพจาก Thaipbs ,twitter@KBoondham






Credit:http://tnews.teenee.com/

เลี้ยงลูกให้เป็นทรพี (โดยไม่เจตนา)

เลี้ยงลูกให้เป็นทรพี (โดยไม่เจตนา)
โดย ศ นพ วิทยา นาควัชระ (อยากให้อ่านมากๆๆคะ)




เรื่องที่จะเล่านี้เป็นเรื่องจริง
ตั้งใจจะยกให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่อยากจะโทษใคร เพราะตัวละครแต่ละคนในเรื่องก็เจ็บปวดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นกรณีศึกษา และเป็นตัวอย่างประกอบก็แล้วกัน

ตัวอย่างที่ 1 พ่อมีการศึกษาจบปริญญาเอก แม่จบปริญญาโท ทั้งพ่อและแม่มีการงานทำดีมาก การเงินก็ดี แต่ก็ทำงานหนักทั้งคู่
ทั้งสามีภรรยามีลูกชาย 2 คน คนโตอายุ 14 ปี คนเล็กอายุ 9 ปี
ลูกทั้งคู่ แลดูน่ารักตลอดมา การเรียนไม่เก่ง แต่การสังคมเก่ง พูดเก่ง กีฬาเก่ง กำลังเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อมากแห่งหนึ่ง
พ่อแม่เริ่มปวดหัวที่ลูกไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ลูกคนโตเริ่มก้าวร้าว พ่อแม่ว่าอะไรก็เถียง หรือไม่สนใจ
ครั้งล่าสุดนี้ ลูกฃายพูดจายอกย้อนพ่อ เถียงพ่อ จนพ่อทนไม่ได้ เอามือไปตีลูกชายเข้า 1 ที
ลูกชายลุกขึ้นเตะพ่อ 1 ที แล้วผลักพ่อกระเด็น แถมเดินหนีออกจากบ้านไป
พ่อมาเล่าให้ผมฟังด้วยหัวใจปวดร้าว
ผมถามว่าแล้วทำอย่างไรต่อ
เขาบอกว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่เคยลงโทษลูกมาก่อนเลย เพราะคิดว่าจะเลี้ยงลูกด้วยการไม่ลงโทษเลย
ครั้นโตแล้วจึงเห็นว่าลูกทำผิดเรื่อยๆ ไม่อยู่ในโอวาท ถ้าจะลงโทษตอนนี้ ลูกก็ไม่ยอมรับ แถมสู้ และหนีไปเฉยๆ จะสู้กับลูกก็สู้ไม่ได้ อายเขาด้วย เขาถามผมว่า
ทำไงดี……หมอครับ?

ตัวอย่างที่ 2 พ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แม่เป็นหมอ ก็ทำงานหนักทั้งคู่ ลูกชายคนโตอายุ 13 ปี ไม่เชื่อฟังพ่อแม่
ครั้งล่าสุดนี้ แม่เผลอไปเอ็ดลูกเข้ามากๆ ลูกชายเลยเอาไม้ตีหัวแม่แตก และหนีออกจากบ้านไป
พ่อแม่ก็ไม่รู้จะทำอะไร ทั้งคู่ไม่เคยลงโทษลูก
แม่โทรศัพท์มาหาและบอกว่า ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง กลัวเขาจะหาว่าเป็นลูกทรพี
เธอถามผมว่า….
หมอ….ทำไงดี?…..อยากฆ่าตัวตายอยู่แล้ว !!!

จากทั้งสองกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่าเด็กเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่ได้สร้างวินัยให้แก่เด็กตั้งแต่เล็กๆ
เด็กจึงเติบโตขึ้นมา มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง สังคมดี พูดเก่ง กีฬาเก่ง อาจจะเรียนเก่งด้วยก็ได้ แต่ขาดวินัยกับตัวเอง
ไม่มีการยอมรับกติกาของสังคม ของครอบครัว ของพ่อแม่ ซึ่งถ้าเติบโตต่อไปก็จะไม่ยอมรับกติกาของสถาบันการศึกษา ของที่ทำงาน และแม้แต่กฏหมายบ้านเมือง
เรียกว่าเติบโตต่อไป ทำงานก็ยาก อยู่ก็ยาก มีครอบครัวก็ยาก มีลูกก็ยาก…..ยากไปหมดทุกอย่าง แม้แต่อยู่คนเดียวก็ยาก เผลอๆก็ทำผิดกฏหมายบ่อยๆโดยอ้างว่า…..ไม่เจตนา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ก็เป็นเพราะพ่อแม่ไม่ลงโทษ เมื่อเด็กทำผิดตั้งแต่เล็กๆ
และไม่ชมเชย หรือให้รางวัลเมื่อเขาทำความดี
ผมจำได้แม่นว่า เมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว มีการเชื่อกันมากเรื่องการเลี้ยงลูกโดยไม่มีการลงโทษทางกาย ซึ่งก็คือการตีลูกนั่นเอง พวกมีความรู้ระดับปริญญาโทขึ้นไป ครูบาอาจารย์ แพทย์ เชื่อถือกันมากและเลี้ยงลูกโดยไม่ลงโทษโดยการตีเลย แต่จะบอกให้เด็กคิดเอง ให้เด็กมีอิสระในการแสดงออก ซึ่งแลดูก็น่ารักดีหรอกในตอนเด็กๆ
ในช่วงนั้นๆ ผมเคยถูกเชิญไปบรรยายพิเศษให้สมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนสาธิตที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งฟัง และผมก็ถูกถามเรื่องนี้ ซึ่งผมก็ตอบในที่ประชุมเลยว่า ผมไม่เห็นด้วยหรอกที่ไม่มีการลงโทษเด็กทางฝ่ายกายเมื่อทำผิด ถ้าเป็นผม ผมจะตีเด็ก ใช้มือตีก้นเขาจะดีที่สุด ผมถูกหาว่า…..แหมหมอเห ี้ยมจัง
แต่ผมเชื่อว่า การถูกตี หรือการถูกลงโทษทางฝ่ายกายตั้งแต่เด็กๆนั้น เด็กจะตระหนักและรับรู้ถึงบทบาทของการลงโทษได้ดีกว่าและเร็วกว่าการลงโทษทางจิตใจและทางสังคม เพราะเด็กนั้นเล็กเกินไปที่จะเข้าใจ และจะได้ใจด้วย
ผมยังพูดอีกด้วยว่า……"จำไว้ ถ้าคุณไม่ลงโทษลูกของคุณเมื่อทำผิด สักวันหนึ่งสังคมจะลงโทษลูกของคุณ ซึ่งจะเจ็บยิ่งกว่าที่คุณลงโทษเขาเสียอีก"
สิบกว่าปีผ่านไป เด็กๆยุคนั้นก็คงเติบโตเป็นวัยรุ่นกันในขณะนี้พอดี
ปัญหาเรื่องลูกวัยรุ่นนี้ ทำความปวดหัวมาให้กับพ่อแม่มาก มีพ่อแม่นำลูกวัยรุ่นมาปรึกษาผมที่คลินิกมากมาย ท้งที่เจ้าตัวยอมมาหาเอง และจ้างกันมา
มีวัยรุ่นรายหนึ่งมาจากเยอรมัน พ่อแม่ต้องจ้างให้มาหาผมด้วยการซื้อเสื้อผ้าให้ 30 ชุด ซึ่งหลังจากมาหาพูดคุยกับผมแล้ว เขาบอกว่า ไม่ต้องจ้างก็ได้เพราะมาหาแล้วคุยกับผมได้สนุกดี อยากมาคุยบ่อยๆ
โดยส่วนตัวผมเองแล้ว ผมสนใจเรื่องของวัยรุ่นและกิจกรรมวัยรุ่นตลอดมาในทุกๆรูปแบบ และต้องเข้าใจหรือตามให้ทันอยู่เสมอๆ
สมัยที่รับราชการอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ผมก็เป็นผู้ริเริ่มตั้งแผนกจิตเวชวัยรุ่นขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพราะมองเห็นความสำคัญของบุคคลในวัยนี้ ที่จะต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือแนะนำหรือแก้ไขโดยจิตแพทย์ หรือบุคลากรที่พร้อมจะเข้าใจจิตใจของพวกเขาโดยแท้จริง และต้องทันสมัย ทันเหตุการณ์ด้วย
ในอเมริกาก็จะมีแผนกจิตเวชวัยรุ่นนี้อยู่ตามโรงเรียนแพทย์ใหญ่ๆที่ผมเคยได้ไปศึกษามาวัยรุ่นที่มีปัญหาหลายๆราย ก็ช่วยเหลือได้ทั้งในแง่เกเร ไม่เรียนหนังสือ ชอบหนีเที่ยว ติดยา สำส่อนทางเพศ แปรปรวนทางเพศ ก้าวร้าว แยกตัว ขาดความเชื่อมั่นตัวเอง กังวล ฯลฯ
บางรายก็ช่วยเหลือได้ยากมาก เพราะเขาไม่อยากให้แพทย์ช่วย
และที่แน่นอนคือ พ่อแม่ต้องให้ความร่วมมือด้วย
แต่ไม่อยากจะรอให้ถึงขั้นนี้หรอก จะเจ็บด้วยกันทั้ง พ่อ แม่ ลูก
จงมาตั้งใจอบรมลูกให้มีวินัยตั้งแต่เด็กๆดีกว่าครับ
จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า เลี้ยงลูกผิด
ซึ่งถือว่าเป็นบาปบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งก็ได้ หรือ อย่างที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า เป็นการเลี้ยงลูกให้เป็นทรพีโดยไม่เจตนาก็ได้
ผมหนาวในหัวใจจังครับ

Credit:http://variety.teenee.com/

Monday, July 25, 2016

เกษตรกรพัทลุงโค่นต้นยางปลูกหม่อนสดขาย

เกษตรกร จ.พัทลุง ตัดสินใจโค่นยางพาราทิ้ง หันปลูกหม่อนสดขาย สร้างรายได้เสริม





เกษตรกรชาวสวนยางพัทลุง ตัดสินใจตัดต้นยางพาราทิ้งในเนื้อที่ 2 ไร่ ทดลองปลูกต้นหม่อนสด ซึ่งได้รับสนับสนุนต้นพันธุ์จากศูนย์วิจัยหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ มีสรรพคุณทางยาสูง และอุดมด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ สร้างรายได้งดงามโดย ลุงจารึก สุวรรณอักโข อายุ 66 ปี เกษตรกร พื้นที่ ม.7 ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง นำต้นหม่อนสดหรือต้นมัลเบอร์รี พันธุ์เชียงใหม่ 60 ซึ่งได้รับการสนับสนุนต้นพันธุ์ 300 ต้น จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ จ.นราธิวาส เมื่อปี 2557 มาปลูกเป็นแห่งแรกในจังหวัดพัทลุง บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 6 เดือน สามารถให้ผลผลิตจนถึงปัจจุบัน


ลุงจารึก เล่าว่า ต้นมัลเบอร์รีจะออกดอกและมีลูกสีเขียวอ่อน ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม สีแดง และสีม่วง - แดง ภายในเวลา 2 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตรับประทานผลสด ซึ่งลูกหม่อนสดหรือลูกมัลเบอร์รีจะมีรสชาติหวาน มีสรรพคุณทางยาสูง มีวิตามินซี และอุดมด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ หลายชนิด เหมาะสำหรับปลูกทั้งในที่โล่งแจ้งและในกระถางริมรั้วบ้าน ประหยัดเนื้อที่ โตเร็ว และสามารถปลูกเป็นไม้ประดับที่มีคุณประโยชน์สูง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ผลผลิตมัลเบอร์รีที่เก็บวันเว้นวัน ส่งขายราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท วันหนึ่งสามารถเก็บได้ไม่ต่ำกว่า 20-30 กิโลกรัม โดยตลาดส่วนใหญ่จะส่งขายในพื้นที่ แต่ละเดือน สามารถสร้างรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่าง


Credit:http://money.sanook.com/396761/

Tuesday, July 19, 2016

ช็อคโลก!! ชาย 2 คนนี้กำลังจับปลาอยู่ แต่เกิดเรื่องที่ต้องอึ้ง แทบช็อคเกือบเอ่าตัวไม่ร้อด..??

ช็อคโลก!! ชาย 2 คนนี้กำลังจับปลาอยู่ แต่เกิดเรื่องที่ต้องอึ้ง แทบช็อคเกือบเอ่าตัวไม่ร้อด..??







ช็อคโลก!! ชาย 2 คนนี้กำลังจับปลาอยู่ แต่เกิดเรื่องที่ต้องอึ้ง แทบช็อคเกือบเอ่าตัวไม่ร้อด..??





Credit:http://newsthainew1.blogspot.com/2016/07/2.html?m=0

แมลงสัตว์กัดต่อย เพียงสมุนไพรแก้แพ้อักเสบ ต่อไปนี้ ไม่ต้องพึ่งยาจากหมออีกต่อไป

แมลงสัตว์กัดต่อย เพียงสมุนไพรแก้แพ้อักเสบ ต่อไปนี้ ไม่ต้องพึ่งยาจากหมออีกต่อไป


สมุนไพรแก้แพ้อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย
(1) ตำลึง ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำแล้วคั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่เป็น
(2) ขมิ้นชัน ใช้เหง้ายาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับน้ำต้มสุก ทาบริเวณที่เป็น
(3) พลู ใช้ใบสด 1-2 ใบ ตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวทาบริเวณที่เป็น
(4) เสลดพังพอน (ตัวผู้หรือเมีย) ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าเล็กน้อยก็ได้
เครดิตภาพ : ตลาดเกษตร, pharmacy_mahidol_ac_th)
** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน *

Credit:http://www.naarn.com/6708/

Monday, July 18, 2016

อ่านกันก่อน 7 เทคนิคที่ต้องรู้ ! ก่อนปลูกผักสวนครัว

เปลี่ยนข้อผิดพลาดของมือใหม่ที่เคยทำในการปลูกผักสวนครัว ด้วยเทคนิคที่ต้องรู้ก่อนลงมือปลูกผัก เพื่อผลที่งอกงามตามความต้องการ



         ความกว้างขว้างของพื้นที่หน้าบ้านดลบันดาลให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ อยากลองทำโน้นนั่นนี่ เต็มไปหมด แต่การปลูกผักสวนครัวน่าจะเป็นคำตอบที่ง่าย ประหยัด และเพื่อประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งบางครั้งสิ่งที่คิดก็ไม่ได้ออกมาตามความตั้งใจสักเท่าไรเลยสำหรับมือใหม่หัดปลูก ดังนั้นกระปุกดอทคอมจึงนำเอาสิ่งที่ควรรู้ก่อนการเริ่มต้นมาฝากกัน ไปดูเลยว่าควรวางแผนอะไรก่อนบ้าง



1. ปลูกน้อยชนิด เพิ่มผลผลิตให้มาก

         ก่อนจะออกไปซื้อเมล็ดพันธ์ต้องคิดให้ดีก่อนว่าครอบครัวของเรานั้นเน้นรับประทานผักชนิดใด ใช้เสียงส่วนใหญ่เลือก ถ้าบ้านไหนเข้าขั้นมังสวิรัติ รายชื่อผักต้องมาเป็นหางว่าวแน่เลย อย่าค่ะ ! ตัดทอนออกให้เหลือแค่ 2-3 ชนิดที่จำเป็นเท่านั้น และเพิ่มจำนวนในการปลูกแต่ละชนิดให้ได้ผลมาก แต่ถ้าคุณเน้นหลากหลายชนิด ก็ต้องเตรียมรับมือกับการดูแลที่หลากหลายวิธีไปด้วย จะพาให้ตายกันหมด



 2. อย่าปลูกเยอะจนเกินไป

         การปลูกผักสวนครัวไม่ได้จำกัดว่าจะต้องลงพื้นดินเท่านั้น คนที่อยู่คอนโด อพาร์ทเม้นท์ หรือบ้านพื้นที่น้อย ก็เล่นสนุกกับการปลูกผักได้ในแปลงกระบะพลาสติก ก็อีกเช่นเคยถึงแม้จะปลูกน้อยชนิด แต่ในข้อนี้ต้องจำกัดจำนวน และแบ่งพื้นที่แต่ละให้เหมาะสมด้วย พืชคงไม่สามารถเอื้อน้ำและอาหารให้กันและกันได้อย่างเรา เบียดกันไปมาสุดท้ายก็ต้องเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลาอยู่ดี



 3. จัดตารางรดน้ำให้ดีเชียว

         ไหน ๆ ก็ลงมือปลูกมาแล้ว ก็อย่าปล่อยให้เสียเปล่า มาวางแผนรดน้ำต้นไม้กันดีกว่า เพราะถ้าหากไม่ทำแบบนี้คุณก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย จนผักที่ปลูกต้องเฉาตาย และทริคง่าย ๆ กับการจ่ายบิลค่าน้ำแบบคล่องมือ คือหาถังขนาดใหญ่ไปรองน้ำฝนที่ท่อรางน้ำฝน เพื่อเก็บไว้รดน้ำต้นไม้ในฤดูอื่นด้วย แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้ม



4. ปลูกข้ามฤดู เพื่อกินอยู่สบาย

         อย่าเพิ่งดีใจไปว่าผักสวนครัวทุกชนิดจะปลูกข้ามฤดูกาลได้หมด เป็นบางชนิดเท่านั้นแหละ อย่างผักประจำฤดูฝน (กลางพฤษภาคม-กลางตุลาคม) ก็ปลูกในช่วงต้นหนาว (กลางตุลาคม-กลางกุมภาพันธ์) ได้เหมือนกัน เช่น กะหล่ำปลี บล็อกโคลี หอมใหญ่ มะเขือเทศ เป็นต้น ต้องตระเตรียมเมล็ดพันธุ์กันให้ดี เพื่อให้มีผลผลิตไว้กินข้ามฤดูกันเลย


 5. รั้วล้อมผักที่รัก

         อีกหนึ่งอุปสรรคที่จัดการได้ไม่ยากสำหรับการปลูกผัก เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่น่ารักชอบทั้งหลาย มักจะเข้ามาทำลายและกัดกินพืชผักที่เราปลูกไว้จนเสียหาย ทำให้เรายืนอยู่ในระดับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันไป อย่าคิดทำบาปเลยเพราะแค่ล้อมรั้วผักไว้ เจ้าสัตว์จอมกินไม่เลือกก็จะเข้ามาทำลายผักสด ๆ ของเราไม่ได้แล้ว



 6. จดบันทึกลงลึกเรื่องปรับปรุง

         ดูเหมือนจะให้ย้อนวันวานกลับไปเป็นเด็กนักเรียน ที่ต้องจดบันทึกการปลูกเขียวให้ได้ถั่วงอก เทคนิควิชาการแบบนี้ก็ยังนำมาใช้ในชีวิตจริงได้เสมอ การเก็บรวมข้อมูลการปลูกพืชผักทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ช่วงเวลา ชนิด วิธีการปลูก การเจริญเติบโต หรือจำนวนผลผลิต ทำให้เราได้บทเรียนไม่ว่าจะถูกหรือผิด แล้วนำมาปรับปรุงเพื่อสวนครัวที่สมบูรณ์แบบ



7. ปลูกตอนนี้ได้กินตามฤดู

         ช่วงระยะเวลาก็สำคัญเช่นกันนะ พืชคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง กวางตุ้ง คะน้า สะระแหน่ โหระพา กะเพรา ตำลึง กระชาย ข่า ตะไคร้ พริกขี้หนู ฯลฯ สามารถปลูกยืนพื้นได้ตลอดทั้งปี แต่สำหรับบางชนิดนั้น อยู่ ๆ จะให้มาลงดินฝังเมล็ดเพื่อหวังกินเลยคงไม่ได้แน่นอน ต้องรู้ซะก่อนว่าพืชตามแต่ละฤดูกาลมีอะไรบ้าง ให้เขาได้งอกงามตามสภาพอากาศที่ชอบ จากนั้นบวกลบระยะเวลาของการผลิดอกออกผลให้ไปตรงกับฤดูของพืชนั้น ๆ แล้วเราก็จะรู้ว่าควรลงมือปลูกตอนไหน ให้กินได้ตามฤดูและสภาพอากาศ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ดังนี้

          ฤดูร้อน ต้องสรรหาพืชที่ทนต่อความร้อนแห้งแล้งได้อย่าง บวบ มะระ ผักกาดหอม ผักกาดขาว ผักชี ถั่วฝักยาว น้ำเต้า ฟักทอง ถั่วพู ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน

          ฤดูฝน (ช่วงต้น) ควรปลูกผักกาดเขียว กวางตุ้ง ผักบุ้ง พริก มะเขือ ผักกาดหอม บวบ มะระ แตงกวา น้ำเต้า กระเจี้ยบเขียว

          ฤดูฝน (ช่วงปลาย) พืชที่ควรปลูกในช่วงปลายฝนต้นหนาวได้แก่ กะหล่ำปลี ถั่วลันเตา หอมใหญ่ แครอท พริกหยวก มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย

          ฤดูหนาว ต้องปลูก ผักกาดขาว ถั่วพู ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ตั้งโอ๋ บล็อกโคลี แครอท เป็นต้น






  ทั้งเซฟเงินในกระเป๋าและที่สำคัญร่างกายก็ยังได้รับสารอาหารจากผักที่เราปลูกเองแบบเต็มที่อีกด้วย แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมไปวางแผนจัดสวนตามนี้กันเลยดีกว่า

Credit: http://www.topicza.com/news8275.html

Saturday, July 9, 2016

ขับรถเกียร์ออโต้ต้องรู้ ! 8 สิ่งห้ามทำถ้าไม่อยากให้ “เกียร์พัง” ก่อนเวลา

ถยนต์เกียร์ออโต้ หรือเกียร์อัตโนมัติ เป็นรูปแบบของรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เหมาะแก่การใช้ในเมืองที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น แต่ก็มีความถึกได้ไม่เท่ากับเกียร์กระปุกแบบเก่า


หากไม่ต้องการให้เกียร์ออโต้เสียก่อนเวลาอันควร มาทราบวิธีการขับขี่เกียร์ออโต้ที่ถูกต้องก่อนดีกว่า อะไรบ้างที่ไม่ควรทำถ้าไม่อยากต้องเปลี่ยนเกียร์ทั้งชุด

1. ไม่เหยียบเบรกก่อนสตาร์ท หรือเปลี่ยนเกียร์

วิธีที่ถูกต้องที่สุด คือ การเหยียบเบรคทุกครั้งก่อนสตารท์รถ เพื่อป้องกันอันตรายถึงแม้ตำแหน่งเกียร์จะอยู่ที่ตำแหน่ง(P)หรือ(N)ก็ตาม และที่สำคัญคือ การเหยียบเบรคทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ จากเกียร์ว่าง( N ) หรือเกียร์จอด (P) ไปเป็นเกียร์เดินหน้า (D) หรือเกียร์ถอยหลัง (R) ความจริงแล้วกรณีนี้ไม่อันตรายต่อเกียร์เท่าไหร่นัก แต่ “เหยียบเบรกไว้ก่อนอุ่นใจกว่า” รถจะได้ไม่พุ่งไปโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

2. ไม่รอรถหยุดสนิทก่อนเปลี่ยนเกียร์

ถ้าคุณเลื่อนคันเกียร์ออกจากตำแหน่งเดินหน้า (D) ไปเป็นตำแหน่งถอยหลัง (R) หรือเปลี่ยนจากตำแหน่งถอยหลัง (R) ไปเป็นตำแหน่งเดินหน้า (D) ควรรอให้รถหยุดสนิทก่อน อย่าใจร้อนและทำตอนที่รถยังคงเคลื่อนที่อยู่ เพราะจะทำให้เกียร์มีอายุการใช้งานสั้น ต้องเสียค่าซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ใหม่ในราคาสูง

3. เข้าเกียร์ N ขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่

หลายคนชอบเข้าาเกียร์ (N)  ในขณะที่รถกำลังวิ่งและเห็นว่าข้างหน้าใกล้จะต้องหยุดรถเพราะมีไฟแดง และคิดว่าวิธีนี้จะช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่า แต่ทราบไว้เลยว่า การทำเช่นนี้เป็นผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเกียร์ของท่าน เนื่องจากในขณะที่รถยนต์ขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เกียร์ที่อยู่ในตำแหน่ง D จะมีปั้มแรงดันสูง ส่งน้ำมันเกียร์เข้าไปหล่อลื่นอยู่ตลอดเวลาแต่ปั้มน้ำมันของเกียร์อัตโนมัติจะทำงานน้อยลงเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่ง N เมื่อไม่มีแรงดันที่พอเพียงจะดันน้ำมันไปหล่อลื่นเกียร์อย่างเพียงพอ จะทำให้เกียร์ออโต้ร้อน และเกิดการสึกหรอง่ายตามมา

4. เร่งเครื่องก่อนเข้าเกียร์

คนใจร้อนมักจะเร่งเครื่องในขณะเข้าเกียร์ P หรือ N พอเปลี่ยนเกียร์เป็น D รถก็จะแล่นไปเลย แต่ทำแบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะ การเร่งเครื่องก่อนเข้าเกียร์จะทำให้เกียร์กระตุกแรงและเสียหายได้ และถ้าเร่งแรง ๆ จะเกิดอันตรายได้อย่างง่ายดาย เหยียบเบรกก่อนเข้าเกียร์ทุกครั้งปลอดภัยที่สุด




5. ใช้ตำแหน่งเกียร์ 2 ในขณะที่ขับรถด้วยความเร็วสูง

การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ 2 ต้องระมัดระวังให้มาก เหมาะที่จะใช้งานในกรณีที่ต้องการแรงบิดมากๆเท่านั้น เช่น ทางขึ้นหรือลงเนินที่ค่อนข้างชัน เป็นต้น ทราไว้เลยว่า ห้ามใช้ตำแหน่งเกียร์ 2 ในขณะที่คุณขับรถด้วยความเร็วสูง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ใช้รอบเครื่องสูงตามไปด้วย จนอาจเกินขีดจำกัดและก่อให้เกิดความเสียหายได้ ไม่แน่ว่ารถอาจจะลื่นไถลเนื่องจากเกิดแรงบิดมหาศาล ทำให้รถเสียการทรงตัวได้

6. ขับลากเกียร์

รถยนต์เกียร์อัตโนมัติจะควบคุมให้ปรับเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงตามความเหมาะสมและความเร็วของรถอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่บางท่านรู้มากและมักจะใช้วิธีเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ขึ้นลงเองในขณะที่รอบเครื่องทำงานสูงสุดเพื่อเร่งเครื่องให้ไวตามใจชอบ การทำเช่นนี้จะมีผลทำให้ผ้าคลัทช์ และระบบทอกค์คอนเวอร์เตอร์เกิดการสึกหรอเสียหาย และทำให้มีอายุการใช้งานของเกียร์อัตโนมัติสั้นลง


7. ไม่ตรวจเช็คน้ำมันเกียร์

น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ เป็นหัวใจสำคัญของการหล่อลื่นและยืดอายุการใช้งานของเกียร์รถให้ยาวนาน จึงควรตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์ให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าขีดที่ก้านวัด และเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทางที่แนะนำ

8. ใส่เกียร์ P ทุกครั้งที่หยุดรถ

ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ทุกครั้ง ให้ทำเฉพาะกรณีที่จอดบนทางลาดชันนาน ๆเท่านั้น  หรือถ้าจะให้ดีแค่ใส่เกียร์ N แล้วดึงเบรกมือไว้ก็ได้  เพราะการที่ใส่เกียร์ P ทุกครั้งที่หยุดรถอาจทำให้ระบบเกียร์เสียหายเร็วขึ้นได้

อีกสิ่งที่ควรรู้เมื่อจำเป็นต้องลากรถไปอู่เมื่อเกียร์ออโต้เสีย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมน้ำมันเกียร์เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยลดความร้อนของเกียร์ขณะที่ทำการลากจูง

แต่ถ้าหาน้ำมันเกียร์ไม่ได้ ควรยกให้ล้อรถให้ลอยพ้นพื้นถนน โดยอาจต้องใช้รถยก 6 ล้อ แบบสไลด์ออน ที่สามารถนำรถทั้งคันขึ้นไปไว้บนกระบะหลังได้ เพื่อความปลอดถัยของรถยนต์ราคาแพงของคุณ

ขอให้มีความสนุกและขับรถเกียร์ออโต้ปลอดภัยทุกท่านนะคะ

Credit:http://www.khaofb.com/2016/07/8.html

Friday, July 8, 2016

ใครเป็นกรดไหลย้อน..อยากให้อ่านแล้วคุณจะถึงบางอ้อ

พอได้สูตรน้ำกะเพรา...เลยลองต้มดู แค่ดื่มวันแรกได้ผลดีจริงๆ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปี้ยวหายไปโดยไม่ต้องทานยาเคมี
เนื่องจากคนใกล้ชิดท้องอืดมาประมาณ 10 วัน ทานผักเพิ่มเข้าไปก็แล้ว ทานยาเคมีสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ยาเม็ดช่วยย่อยอาหาร ยาก่อนอาหารช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัว ยาเม็ดเคี้ยวลดอาการท้องอืด จุก เสียดท้อง อาการก็ยังไม่ทุเลา มาลองดื่ม สูตรนี้ได้มาจาก นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ (ซึ่งฟังมาจากเพื่อนต่อๆกันมาอีกที)


 วิธีทำน้ำกะเพรา

1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า ประมาณ 1
ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (ของโยเร แช่ 1 ช.ม.) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก

2. ใส่น้ำ 2 - 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด

3. ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 - 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที

4. ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml (อ่านตรง ปล. ต่อ)

5. ถ้าน้ำกะเพราเย็นลงหรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม

 ป.ล
1.ใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า

2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง

3. อาการหนักประมาณ 6 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง เหลือหลังอาหารวันละ 2 - 3 แก้ว

4. ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานค่ะถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีเข้าช่วยเลย



ประโยชน์ของกะเพรา

กะเพราช่วยขับลม เป็น Buffer ปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยเร่งการย่อยอาหาร ได้ผลดีเยี่ยมกับคนที่เป็นโรคลำไส้เล็ก เช่น จุกเสียดในลำไส้เล็ก (เวลาเป็นเหมือนถูกแทงด้วยหลาว นั่งอยู่ดีๆก็เจ็บเหมือนถูกแทง หรือถูกต่อย)

การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ
(ข้อมูลนี้ได้มาจากประสบการณ์ของผู้ป่วยหลายๆท่าน)

1. ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อย (ข้อนี้สำคัญ)
2. ไม่รับประทานอาหารมัน และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ (ข้อนี้สำคัญ)
3. ไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม
4. งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด
5. ไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก ควรทานเนื้อปลา หรือถั่ว (ข้อนี้สำคัญ)
6. ควรรับประทานผัก และผลไม้ทุกมื้อ เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออก จุลินทรีย์ได้ทำงาน (ข้อนี้สำคัญ)
7. ดื่มน้ำมะเขือเทศปั่น ครึ่ง – หนึ่งกิโลกรัม ก่อนรับประทานอาหารเช้า
8. ไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก เช่น ฝรั่ง, มะม่วง
9. ควรทานผลไม้ประเภทย่อยง่าย และมีกากใยสูง ผลไม้ที่แนะนำ เช่น ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป
10. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ (ข้อนี้ช่วยได้มาก)
11. ไม่รับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
12. ใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง
13. หลังรับประทานอาหารเสร็จ ให้ดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เพราะน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการย่อยอาหาร
14. ตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
15. ควรดื่มยาคูลย์ (วันละ 1 ขวด หลังอาหารเช้า) หรือยา-อาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้
16. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญ)
17. อดทนในเรื่องไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
18. ท่องไว้ในใจเสมอว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก แอดมิน hannah ida : สรรหาสาระสุขภาพ , รักสุขภาพ
http://www.khaoza.net/2016/07/blog-post_9.html

สุดยอด!!เที่ยวเดียวหมดเลย..ไม่ต้องรอให้เสียเวลา..(ดูคลิป)

สุดยอด!!เที่ยวเดียวหมดเลย..ไม่ต้องรอให้เสียเวลา..(ดูคลิป)



สุดยอด!!เที่ยวเดียวหมดเลย..ไม่ต้องรอให้เสียเวลา..



Credit:http://www.startclip.com/news7078.html

สูตรหมัก"แหนมซี่โครงหมู"ทำกินทำขาย ง่ายมากๆ ส่วนผสมน้อยมาก ( 2 วัน กินได้จร้า )

สูตรหมัก"แหนมซี่โครงหมู"ทำกินทำขาย ง่ายมากๆ ส่วนผสมน้อยมาก ( 2 วัน กินได้จร้า )


ส่วนผสมและสัดส่วน

1. ซี่โครงหมู (ถ้าเป็นซี่โครงหมูอ่อนจะดีมาก) 400 กรัม
2. ข้าวสวยสุก 3 ช้อนโต๊ะ
3. กระเทียมสับ 1 หัว
4. เกลือ 2 ช้อนชา

 วิธีปรุง

1. นำข้าวสุกมาแช่น้ำ แล้วบีบน้ำออก
2. ล้างซี่โครงหมู ซับให้แห้ง
3. นำซี่โครงหมูมาผสมและคลุกเคล้ากับ กระเทียมสับ เกลือ และข้าวสุก
4. นำใส่ถุงพลาสติก ไล่อากาศออก ห่อแล้วมัดให้แน่น เก็บไว้ประมาณ 2 วัน นอกตู้เย็น
5. หลังจากเก็บไว้ 2 วันจะมีรสเปรี้ยว นำมาทอดให้สุก กินกับถั่วลิสง ขิงอ่อน และผักกะหล่ำ (หลังจากผ่านไป 2 วัน สามารถเก็บใส่ตู้เย็น ไว้ได้เลยจร้า)

เคล็ดลับน่ารู้
 ความเปรี้ยวในแหนมมาจากไหนกัน?

แหนมเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์พื้นบ้านชาวเหนือของไทย มีรสชาติเปรี้ยว เนื่องจาก เกิดการหมัก ของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในเนื้อตามธรรมชาติกับน้ำตาล ข้าวและโปรตีน เชื้อแบคทีเรียจะทำหน้าที่เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นกรดแลคติก ซึ่งจะทำให้อาหารมีรสเปรี้ยวและความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ไม่เหมาะกับการเจริญและเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ทั้งที่เป็นอันตรายและทำให้อาหารเน่าเสีย ความเข้มข้นของกรดแลคติกที่เกิดขึ้นประมาณ 0.8 – 1.2 % ในการหมักอาจมีการเติมดินประสิวหรือสารประกอบไนไตรท์และไนเตรทเพื่อยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียคลอสตริเดียม และมีการเติมเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นรส
 กระบวนการหมักเพื่อให้เกิดกรดแลคติกมักทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ไม่มีอากาศหรือมีน้อย เช่น การห่อหมูด้วยใบตองหรือพลาสติกให้แน่นในการทำแหนม เป็นต้น

Credit:http://nanakhaos.blogspot.com/2016/02/2.html

Thursday, July 7, 2016

มะนาวเพียงลูกเดียว แต่มีสารพัดประโยชน์เลยนะ จะเข่าดำ ข้อศอกด้าน มะนาวเอาอยู่

มะนาวเพียงลูกเดียว แต่มีสารพัดประโยชน์เลยนะ จะเข่าดำ ข้อศอกด้าน มะนาวเอาอยู่

   เชื่อได้เลยว่า คงมีสาวๆ จำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหา ข้อศอกด้าน หัวเข่าก็ดำ จะใส่กางเกงขาสั้นก็ไม่มั่นใจเอาซะเลย วันนี้ มีเคล็ดลับแบบบ้านๆ วัตถุดิบและวิธีการทำง๊ายง่ายมาฝากสาวๆ กัน จะเป็นยังไงนั้นมาดูกันเลย



วัตถุดิบ

- มะนาว 1 ลูก

- มีด

สำหรับวิธีการรักษาก็ง่ายมากๆ หั่นแบ่งมะนาวเป็นซีกๆ จากนั้นนำมะนาวมาถูกบริเวณข้อศอก หัวเข่าที่ดำคล้ำ ขยันทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยทำให้ผิวในส่วนนั้นสีจางลงได้ เพราะในมะนาวนั้น มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างขึ้นนั่นเอง

        ทั้งง่าย และสะดวกสบายแบบนี้ สาวๆ คนไหนที่มีปัญหาจะไม่ลองทำดูไม่ได้แล้วนะคะ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผิวที่สวย อย่างเป็นธรรมชาติพร้อมใส่เสื้อผ้าได้อย่างมั่นใจแล้วล่ะ
today thai news

Credit:http://nanakhaos.blogspot.com/2016/02/blog-post_894.html

สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน แค่ดื่มนมเปรี้ยว+โซดา จู่ๆไขมันก็หายไป

สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน แค่ดื่มนมเปรี้ยว+โซดา จู่ๆไขมันก็หายไป



สิ่งที่ต้องเตรียม
1. นมเปรี้ยว รสใดก็ได้ 1 กล่อง
2. โซดาแช่เย็น 1 ขวด

วิธีทำ
เทนมเปรี้ยวใส่แก้วให้หมดทั้งกล่อง จากนั้นเทโซดาลงไปผสมประมาณครึ่งขวด แล้วดื่มให้หมดแก้วเลยค่ะ ดื่มทุกวันเช้าเย็น จะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้ดีมากๆค่ะ
ประโยชน์ของนมเปรี้ยว
มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยเรื่องการปรับสมดุลในลำไส้ ระบบขับถ่าย และการย่อยอาหาร นอกจากนั้นแลตโตบาซิรัสในนมเปรี้ยวยังสามารถช่วยควบคุมคอลเลสเตอรอลได้ด้วยค่ะ
สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนักอยู่ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ได้นะคะ แต่จะบอกว่าวิธีลดน้ำหนักนี้เหมาะมากกับสาว ราศีตุลย์, ราศีพฤษภ, ราศีสิงห์ และราศีกันย์ เพราะเป็นราศีที่อ้วนง่ายมากๆ กินอะไรนิดอะไรหน่อยก็อ้วนได้แล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีตัวช่วยดีๆค่ะ

Credit:http://www.health up dath news .com/news12630.html

เวรเอ๊ย!! เรือแว๊น..ก็มีน๊ะ ไม่ใช่มีแค่เด็กแว๊น (ชมคลิป)

เวรเอ๊ย!! เรือแว๊น..ก็มีน๊ะ ไม่ใช่มีแค่เด็กแว๊น (ชมคลิป)




เวรเอ๊ย!! เรือแว๊น..ก็มีน๊ะ ไม่ใช่มีแค่เด็กแว๊น (ชมคลิป)



Credit:http://www.startclip.com/news7065.html

แบ่งปันสูตร "หมูยอ ตำครก" เนื้อแน่นสมใจ อร่อย ถูกใจ (ซื้อกินมันแพง ทำเองซะเลย)

แบ่งปันสูตร "หมูยอ ตำครก" เนื้อแน่นสมใจ อร่อย ถูกใจ (ซื้อกินมันแพง ทำเองซะเลย)


สูตรที่ทำนะคะ / หมูบด 1 กิโล

1.หมูบด 1 กิโล
2.แป้งสาลีเอนกประสงค์ เกือบเต็มถ้วยตวง หรือประมาณ 10 ช้อนโต๊ะแบบพูน
3.ผงเบ้กกิ้งโซดาหรือผงฟู 1 ช้อนชา
4.น้ำตาล 2-3 ช้อนชา
5.น้ำปลา 4-5 ช้อนโต๊ะ
6.พริกไทย 2-3 ช้อนชา
7.รสดีหมู 1/2 ช้อนชา
8.กระเทียมโขลก 1 หัว
9.ใบตองสำหรับห่อหมูยอ/กระดาษฟรอยด์


วิธีทำ

1.นำส่วนผสมทั้งหมด ผสมให้เข้ากันกับหมูบด
2.นำหมูบดที่ผสมแล้วไปแช่ช่องฟรีซประมาณ 1 ชั่วโมง
3.นำออกมาตำๆนวดๆกับครก หรือ ปั่นกับเครื่องปั่น (ใครไม่มีเครื่องปั่น ลองตำครกดูนะค่ะ)จนเนื้อแน่นหนึบและเหลวจนเป็นเนื้อเดียวกัน
4.นำไปห่อกระดาษฟรอยด์ หรือ ห่อใบตอง จะได้กลิ่นหอม แล้วนึ่งประมาณ 20-30 นาที เสร็จจร้า
ถ้าใส่ในกล่องพลาสติกเวลาสุกแล้วจะมีน้ำออกมาด้วย ให้รินน้ำออกด้วยนะค่ะ จะได้เก็บไว้ได้นานค่ะ
today thai food news
Credit:http://nanakhaos.blogspot.com/2016/02/blog-post_33.html

Wednesday, July 6, 2016

"ลูกชิ้นหมูเด้ง" ทำทานเอง อร่อย ปลอดภัยชัวร์ พร้อมแบ่งปันสูตร ง่ายๆ.....

"ลูกชิ้นหมูเด้ง" ทำทานเอง อร่อย ปลอดภัยชัวร์ พร้อมแบ่งปันสูตร ง่ายๆ.....


ส่วนผสม

1. หมูบด(แช่เย็นจัด) 1 กิโลกรัม
2. น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย
3. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
5. เกลือป่น 2 ช้อนชา
6. แป้งข้าวโพด 4 ช้อนโต๊ะ
7. พริกไทยขาวป่น 2 ช้อนโต๊ะ
8. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
9. ผงฟู 10 กรัม
10. ผงชูรส หรือ รสดี 2 ช้อนชา


‎วิธีทำ

1. ผสมน้ำเย็นจัดกับ น้ำปลา, น้ำตาลทราย, เกลือป่น, แป้งข้าวโพด, พริกไทย, น้ำมันพืช, ผงฟู คนให้เข้ากันเตรียมไว้ค่ะ
2. ใส่เนื้อหมูบดลงในเครื่องปั่นอาหาร แล้วค่อยๆเทส่วนผสมของเหลวเมื่อครู่ที่เตรียมไว้ลงไป ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันค่ะ
3. ตักเนื้อหมูบดใส่ภาชนะปิดด้วยพลาสติกถนอมอาหาร นำเข้าช่องฟิตตู้เย็น 20 นาที (การแช่เย็นก่อนนำไปต้มทำให้ลูกชิ้นเด้งดึ๋งค่ะ)
4. ต้มน้ำในหม้อจนร้อน แต่ไม่ให้เดือดนะคะ(ถ้าน้ำเดือดทำให้ผิวลูกชิ้นไม่เรียบ และมีฟองอากาศข้างในลูกชิ้นค่ะ)
5. บีบลูกชิ้นใส่หม้อ(บีบด้วยมือนะค่ะ) รอลูกชิ้นลอยขึ้นก็ทำการตักขึ้น เอามาลงน้ำเย็นจัดเลยค่ะ (ขั้นตอนนี้สำคัญมากๆนะคะเพื่อให้ลูกชิ้นเด้งค่ะ)
6. แช่ในน้ำเย็น 4 - 5 นาที ก็นำกระชอนมาช้อนลูกชิ้นไปพักให้สะเด็ดน้ำค่ะ จากนั้นพร้อมนำไปรับประทานค่ะ จะปิ้ง ย่าง ทอด ตามสบายเลยจร้า ( ทานไม่หมดเก็บแช่ฟิตไว้ ได้เป็นเดือนนะค่ะ)

Credit:http://nanakhaos.blogspot.com/2016/02/blog-post_37.html

โคตรง่าย!! เคล็ดลับ "วิธีกินน้อยลง" แต่อิ่มนานขึ้น 3 มื้อ

สาวๆหลายคนติดนิสัยการกินจุบจิบ กินทั้งวันไม่ขาดปาก โดยเฉพาะสาวๆที่ทำงานออฟฟิศก้นนั่งติดเก้าอี้ ปากก็เคี้ยวตุ้ยๆ กินไปกินมาชั่งน้ำหนักอีกทีพุ่งพรวดไป 5-10 กิโล พอคิดอยากจะลดน้ำหนัก ก็รู้สึกว่ายากเหลือเกิน ทำอย่างไรก็ไม่ลงซะที! วิธีที่เราเอามาฝากคุณวันนี้อาจช่วยคุณได้ เพียงแค่เปลี่ยน "พฤติกรรมการกิน" เท่านั้นไม่ได้ให้อดอยากอาหารตามสูตรอะไรทั้งนั้นแหละจ้า  และรับรองได้เลยว่าหากสาวๆทำแบบจริงๆจังๆแล้วล่ะก็..ได้ผลแน่นอนค่ะ!  ไปดูกันซิว่าต้องทำอย่างไร

มื้อเช้า



ดื่มน้ำให้ได้ 2-3 แก้ว ในทันทีที่ตื่นนอน และมื้อเช้าจะกินอะไรก็ได้ตามใจเลยค่ะ แต่ต้องกินภายในครึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน สายๆหากล้วยหอมสัก 1 ผลทาน จะช่วยให้เราอิ่ม มื้อเที่ยงก็จะทานได้น้อยลง

มื้อเที่ยง



หาอะไรที่อยู่ท้องแบบไม่อ้วน คือแป้งน้อยๆ อย่ามัน อย่าเยิ้ม กินช้าๆ เพราะกินเร็วบางทีเราเหมือนจะยังไม่อิ่ม ตามด้วยผลไม้ประเภทฝรั่ง แคนตาลูป เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มมาก และดื่มน้ำหลังมื้ออาหารให้เยอะ ถ้ารู้สึกว่าอาหารหมดจานแล้วยังหิว ให้ดื่มน้ำเปล่าไปเรื่อยๆจะอิ่มเอง

มื้อบ่าย



สำหรับคนทานจุบจิบให้เลิกจุบจิบ แล้วแยกออกมาเป็นอีกมื้อ เลือกทานอาหารแบบคำนวณแคลอรี่ดูค่ะ ถ้าติดกาแฟลองดื่มกาแฟเย็นแบบหวานน้อย นมก็ไม่ต้องเยอะมาก สั่งกาแฟแบบไม่ใส่นมข้นหวานจะดีกว่า หรือถ้าเป็นคอกาแฟฮาร์ดคอร์ลองกาแฟดำเย็นแบบไม่ใส่น้ำตาลและระหว่างนี้ ถ้าอยากทานอะไรจุบจิบ ลองทานพวกผลไม้แคลอรี่น้อย แต่หวานเย็นชื่นใจ ให้พลังงานและอิ่มท้อง อย่างชมพู่  แอปเปิ้ล แตงโม

มื้อเย็น



มื้อเย็นห้ามอดเด็ดขาดค่ะ! แต่เปลี่ยนให้เป็นมื้อเบาๆแทน ลองเลือกน้ำขิงแก้วใหญ่ไว้เป็นมื้อหลัก 1-2 แก้ว และดื่มหลัง อาหารที่ไม่มีแป้ง หรือมีให้น้อย  ถ้าเจอดินเนอร์แบบมีแต่ของอร่อย ก็เลือกทานประเภทยำ สลัด และเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ทอด จะทำให้อิ่มได้ดีเลย ดื่มน้ำเยอะๆ และนั่งทานช้าๆ จะรู้สึกอิ่มได้ง่ายกว่า

โอ้โห!! เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ไม่ยากเลยใช่ไหม อยากผอม อยากสวยสุขภาพดี ลองทำตามกันดูนะคะ แต่ก็ต้องผอมให้พอดีนะจ๊ะอย่าหักโหม ตามที่บอกไปแล้วก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของสาวๆทุกคนแน่ค่ะ เพียงแค่ต้องเลิกนิสัยกินจุบจิบ อาหารขยะพลังงานสูงแต่ไร้ประโยชน์ ที่สะสมทั้งไขมันและผงชูรสไม่มีอะไรดีนอกจาก "อร่อยอย่างเดียว" หันมาทานอาหารดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพกันดีกว่าค่ะ

Credit:http://www.thailand food for your health .com/news8878.html

ลือ IPHONE 7 PLUS อาจจะไม่ได้เลนส์กล้องคู่

เชื่อว่าแฟน ๆ Apple หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ สาวก ตั้งตารอคอยใจนการซื้อ iPhone 7 รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPhone 7 Plus ที่คาดว่าะมีกล้องหลังคู่ จะสร้างประทับใจในการถ่ายภาพ ล่าสุดในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Weibo เผยว่าอาจจะไม่มีฟีเจอร์นี้



   ความเดิมของรุ่น Plus นั้นจะเป็น iPhone ที่มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นกว่าปกติและมีกล้องที่มีความสามารถ ซึ่งกล้องคู่หลังจะมาช่วยทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยประสิทธิภาพมากขึ้น เท่ากับกล้องถ่ายภาพ DSLR เหตุที่คาดว่าไม่ใส่มาเพราะเทคโยโลยีการผลิตนั้นยังไม่พร้อมนั่นเอง

   แต่ที่สรุปตอนนี้แน่นอนคือ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus จะไม่มีช่องเสียบหูฟัง, มีลำโพงที่ดีขึ้น, CPU ที่ดีขึ้น และ Smart Connector ให้เช่นกัน ทั้งหมดคาดว่าจะเปิดตัว ประมาณ กันยายนนี้ ต้องลุ้นกันต่อไป




Credit:http://hitechthai news.com/1407877/

Labels